เก็บก่อนใช้ vs ใช้ก่อนเก็บ

เก็บก่อนใช้ vs ใช้ก่อนเก็บ

“คนส่วนใหญ่จะใช้เงินก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยให้ตัวเองเป็นลำดับสุดท้าย ส่วนคนมีเงินจะเก็บเงินให้ตัวเองเป็นอันดับแรก แล้วใช้ส่วนที่เหลือ”

Nischa Shah พูดในรายการ YouTube ของเธอ

คือ Mindset จะเป็นแบบนี้ครับ..

“ใช้ก่อนเก็บ หรือเก็บก่อนใช้”

คนส่วนใหญ่ได้รับเงินเดือนมา จะนำเงินที่ได้ไปใช้จ่าย ไปกิน ไปเที่ยว จ่ายค่าเช่าคอนโด จ่ายค่าผ่อนรถที่เกินความจำเป็น เหลือจากเดือนนั้นเท่าไหร่ ก็จะเก็บเงินหยอดกระปุก

ซึ่งหลายครั้งมักจะไม่เหลือ

และเราจะได้ยินคนพูดบ่อย ๆ ว่า “เงินเดือนไม่มีเหลือเก็บ”

แต่คนมีเงินจะคิดอีกแบบครับ..

เค้าจะคิดกลับด้าน..

คือ “เก็บเงินให้ตัวเองก่อน ที่เหลือค่อยแบ่งให้คนอื่น”

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าได้เงินเดือนมา 30,000บาท คนกลุ่มนี้จะกันเงินไว้เก็บตามแผน อาจจะ 3,000 5,000 10,000 แล้วแต่ จากนั้นที่เหลือค่อยจ่ายให้คนอื่น จะเป็นค่าเช่าคอนโด ค่ากิน ค่าเที่ยว

ถึงตอนนี้ลองทบทวนดูครับว่า “คุณเก็บเงินแบบไหนอยู่ครับ?”

“ใช้ก่อนเก็บ หรือเก็บก่อนใช้?”

ทีนี้ คำถามถัดมาที่เรามักจะเจอก็คือ “ถ้าเก็บเงินก่อนแล้วมันไม่พอใช้ล่ะ?”

คำตอบของคำถามนี้คือ ก็ต้องปรับรายจ่ายครับ บางทีเราอาจจะต้องลดขนาดคอนโดที่อยู่ เลือกวิธีการเดินทางใหม่ หรือเลือกรถที่ใช้ให้เหมาะสม

.

ช่วงนี้ผมอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือนิยายเก่าชื่อว่า “The Richest Man in Babylon” เขียนโดย George Samuel Clason ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1926 หนังสือเล่มนี้มีแปลเป็นไทยนะครับ ชื่อว่า “เศรษฐีชี้ทางรวย”

ช่วงต้นของหนังสือเล่มนี้เล่าว่า มีคนจนอยู่สองคนพยายามค้นหา “สูตรสำเร็จของการเป็นเศรษฐี” เขาอยากรู้ว่าเพื่อนของเขาที่เรียนมาด้วยกัน โตมาด้วยกัน ทำไมอยู่ ๆ ถึงรวยกว่าพวกเขาทั้งสองคน ทั้ง ๆ ที่ตอนเรียน เพื่อนคนนี้ก็ไม่ได้เรียนเก่งหรือโดดเด่นอะไรกว่าพวกเขาเลย

ซึ่งเพื่อนก็ใจดีเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ระหว่างที่เขากำลังหาสูตรสำเร็จของเส้นทางสู่การเป็นเศรษฐีเช่นกัน เขาได้พบกับเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง

เศรษฐีกำลังหาคนทำงาน และเพื่อนคนนี้อาสาจะทำให้สำเร็จลุล่วง โดยมีข้อเสนอว่า ถ้าสามารถทำงานสำเร็จได้ เศรษฐีจะต้องบอกเคล็ดลับการเป็นเศรษฐีให้กับเขา

เศรษฐียินดี จากนั้นก็ให้งานเพื่อนคนนี้ทำตลอดทั้งคืนแล้วสัญญาว่าจะให้ “เคล็ดลับ” หลังงานเสร็จสิ้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อนคนนี้ทำงานสำเร็จเรียบร้อย เขาเดินมาถามทวงถามเคล็ดลับการเป็นเศรษฐี

“งานสำเร็จเรียบร้อย ท่านได้เวลาบอกข้าแล้วว่า จะต้องทำอย่างไรถึงจะมั่งคั่ง เป็นเศรษฐีได้บ้าง?”

เศรษฐีตอบว่า..

“เงินทั้งหมดที่หามาได้ ฉันต้องเก็บมันไว้ส่วนหนึ่ง”

“A part of all I earn is mine to keep.”

..

…..

แค่นี้แหละ..

“ห๊ะ!?” เพื่อนงง แล้วถามต่อว่า “แค่นี้เองหรอ ฉันทำงานให้คุณตั้งมากมายตลอดทั้งคืน แต่คุณให้คำแนะนำแค่ประโยคเดียว!”

“ที่สำคัญคือ ใคร ๆ ก็ต้องทำงานแล้วเก็บเงินส่วนหนึ่งให้ตัวเองอยู่แล้ว! ไม่มีอะไรใหม่”

เศรษฐีตอบกลับว่า “แกมันไอ้โง่!”

“ทุกวันนี้ไม่ได้เอาเงินไปกิน ไปใช้ ไปจ่ายซื้อของต่าง ๆ นานา เลยหรือยังไงกัน!?”

“การที่เธอนำเงินที่หาได้ ไปจับจ่ายเสียหมด เธอก็ไม่ต่างอะไรกับทาสที่ทำงานให้คนอื่น!! เธอทำงานแทบตายเพื่อแลกกับเงิน แต่เธอกลับนำเงินที่ได้มาไปจ่ายให้คนอื่นจนหมดสิ้น! มันเท่ากับเธอหาเงินไปให้คนอื่นใช้!”

แน่นอนว่าเพื่อนเถียงกับเศรษฐี คงไม่ต่างอะไรกับที่หลายคนที่อ่านตอนนี้อาจจะคิดว่า “ฉันก็ต้องกิน ต้องใช้ ได้เงินมาแล้วจ่ายมันผิดตรงไหน!?”

เศรษฐีบอกว่า ไม่แปลกที่คนจะต้องกินต้องใช้ แต่ให้ “แบ่งเงินออกมาเก็บให้ตัวเองก่อน” และ “แบ่งอย่างน้อย 10% หรือมากกว่าได้ก็ยิ่งดี”

“แล้วนำเงินที่เก็บได้นั้นมาต่อยอด ให้ทองที่หาได้ เงินที่หาได้ มาทำเงิน ทำงานต่อให้เธอ”

เอาล่ะ เรายังไม่ไปต่อว่าจะนำเงินไปหาเงินได้อย่างไร แต่เริ่มต้นแค่นี้แหละ…

เริ่มต้นจาก Mindset ของการเก็บเงิน..

ผมอาจจะไม่ใช่คนที่เก็บเงินเก่งที่สุด เพราะผมก็ใช้เงินไม่น้อย แต่ตลอดการทำงานผมมี “เคล็ดลับเก็บเงินสำหรับคนขยันใช้” ที่อยากมาแชร์ เผื่อเป็นเทคนิคให้ทุกคนได้ ลองดูครับ..

  1. จัดการ
  2. ควบคุม
  3. ปิดรูรั่ว

มาเริ่มที่ 1 ก่อนครับ “จัดการ”

ผมจัดการด้วยการแบ่งบัญชีออกเป็นเรื่อง ๆ ไป ผมแบ่งออกเป็น 5 บัญชี เช่น บัญชีเงินเก็บ บัญชีเงินใช้ บัญชีลงทุน บัญชีครอบครัว บัญชีสำรอง

ชื่อบัญชีก็ตรงไปตรงมาครับ เมื่อเงินเดือนเข้า ผมจะแบ่งเงินออกไปเข้า “บัญชีเงินเก็บ” ทันทีทุกเดือน แบ่งบางส่วนไป “บัญชีเงินลงทุน” บางส่วนไป “บัญชีครอบครัว” ส่วนที่เหลือคือ “เงินใช้”

“บัญชีเงินเก็บ” ผมจะไม่ยุ่งกับมันเลย ไม่แตะ ไม่สน ไม่เบิก

“บัญชีลงทุน” คือเงินส่วนนี้จะมีไว้ลงทุนจะหุ้น จะทองคำ จะคริปโต จะกองทุน จะใช้เงินส่วนนี้

“บัญชีครอบครัว” คือเงินที่จะแบ่งไว้ใช้สำหรับครอบครัว เช่น ค่าเทอม

“บัญชีเงินใช้” สำหรับใช้จ่ายตลอดทั้งเดือน รวมค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าอยู่ ฯลฯ

ส่วน “บัญชีสำรอง” อันนี้เป็นพวกเงินพิเศษ เช่น ค่าบรรยาย เงินที่ได้จากทำคอนเท้นต์ติ๊กต่อก ฯลฯ บัญชีนี้มีเก็บไว้เผื่อจะใช้อะไรก็ใช้ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ (ซึ่งมักจะงก เก็บไว้งั้นแหละ)

2. ควบคุม (การจ่าย)

เมื่อเราจัดการแยกบัญชีได้แล้ว เราจะเห็นว่าเรามี “บัญชีเงินใช้” คราวนี้ก็สบายละครับ ใช้มันให้หมดบัญชีไปเลยในแต่ละเดือน มีค่าใช้จ่ายอะไรก็จ่ายจากเงินก้อนนี้ ต้องผ่อนอะไรก็เงินนี้ มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ใช้ได้สบายใจเพราะนี่คือเงินที่เราใช้ได้ ถ้าเดือนนี้ใช้ไม่หมด ก็มีเงินเหลือไปทบเดือนหน้า เย้! (เงินนี้ adjust ได้นะครับ ถ้าใช้ไม่พอก็ปรับหน่อย ถ้าเหลือเยอะไปก็เก็บมากขึ้น)

แต่ที่แน่ ๆ คือเราจะจ่ายได้อย่างสบายใจ โดยที่ยังมีเงินเก็บอยู่

3. ปิดรูรั่ว

ผมอาจจะคิดต่างจากคนอื่น ผมรู้ตัวว่าผมคุมการจ่ายเงินตัวเองได้ยากมาก ดังนั้นพวกบัตรเครดิตผมจะมีน้อยมาก บางใบมีไว้เพื่อ benefit บางอย่าง แต่จะไม่รูดเลย จะใช้จริง ๆ จาก 1-2 ใบแค่นั้น ไม่มากไปกว่านั้น เพราะกลัวจะตกใจบิลตอนปลายเดือน เดี๋ยว “บัญชีเงินใช้” จะจ่ายไม่ไหว เพราะบัตรเครดิตนี่สูบเงินไปได้ไวมากแบบไม่รู้ตัวด้วยครับ

ถ้าเป็นแต่ก่อนผมจะใช้เฉพาะ “บัตรเดบิต” ด้วยซ้ำ เพราะว่าเงินที่เรารูดไป จะถูกหักในบัญชีทันที และถ้าเงินหมดบัญชีเราจะรูดไม่ได้ นั่นแหละ ผมก็จะรู้แล้วว่า “เราใช้เงินเกิน limit”

เก็บเงินให้ตัวเองก่อน แล้วค่อยจ่ายให้คนอื่น

“เก็บก่อนใช้”

ดั่งที่เศรษฐีบอกไว้ว่า “เงินทั้งหมดที่หามาได้ ฉันต้องเก็บมันไว้ส่วนหนึ่ง”

“A part of all I earn is mine to keep.”

ผมเชื่อว่าแต่ละคนก็จะมี condition ของตัวเองไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีรายจ่ายมากมาย มีปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่ก็หวังว่าเทคนิคและ mindset ที่มาเล่าให้ฟังอาจจะพอนำไปใช้ หรือปรับใช้ได้ตามรูปแบบของแต่ละคนครับ

ใครมีเทคนิคอื่น ๆ ลองมาคอมเม้นต์กันได้ครับ

Up Next:

Signal vs Noise

Signal vs Noise