เจอรี่

ผมอ่านหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal และ Financial Times ตั้งแต่อายุ 20 ปี ไม่ใช่เพราะว่าเป็นนักธุรกิจหัวคิดก้าวหน้าอะไร แต่เป็นเพราะ Jerry รูมเมทต่างชาติคนอเมริกันของผมซึ่งเรียนปริญญาโทอยู่ Thunderbird มหาวิทยาลัย international business อันดับ 1 เป็นคนสนใจข่าวเศรษฐกิจ

หรือพูดง่าย ๆ ว่า หนังสือพิมพ์มาส่งทุกเช้า เพื่อนเค้าอ่านจบ ผมก็หยิบมาอ่านบ้าง

แรก ๆ อ่านไม่รู้เรื่องก็อ่านแค่บางคอลัมน์ อ่านเนื้อหาที่สั้น ๆ ไม่ต้องยาว ไม่ต้องละเอียดมาก

แต่พออ่านไปเรื่อย ๆๆๆๆ ก็เริ่มเก็ทศัพท์เทคนิค เริ่มสนุกกับโลกธุรกิจ

มันเป็นบทเรียนที่สอนให้ผมรู้ว่า ถ้าเราไม่ถนัดสิ่งไหน ไม่ต้องกลัว ให้ลองอ่านเรื่องนั้นเรื่อย ๆ บ่อย ๆ เดี๋ยวจะค่อย ๆ ซึมซับและเข้าใจไปเอง

ผมทำเช่นนี้กับการเรียนคอมพิวเตอร์ในช่วงแรก

เปิดแมกกาซีนมาเจอคำศัพท์อะไรไม่รู้ อ่านไม่เข้าใจ เทคนิคเยอะไปหมด ยุคแรก ๆ นั้นแค่ให้แยกระหว่าง RAM กับ ROM ก็งง แล้ว ไหนจะ Harddisk ที่วัดหน่วยเป็น MB ขณะที่ความเร็วเครื่องวัดหน่วยเป็น MHz

แต่พออ่านไปเรื่อย ๆๆๆ เราก็จะพอจำได้ แล้วเดี๋ยวก็จะรู้เรื่องเอง

พอช่วงหลังมีคนมาถามผมว่าอยากเรียนเรื่อง AI อยากเข้าใจเรื่องการเงิน แต่มันยากจัง ผมก็บอกว่า งั้นก็ค่อย ๆ ดูคลิป อ่านบทความเรื่องพวกนี้ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เข้าใจเอง

เจอรี่ไม่เพียงจะสอนให้ผมรู้จักหนังสือพิมพ์หัวธุรกิจเท่ ๆ แต่ด้วยนิสัยที่ดีมาก ๆ จึงทำให้เจอรี่เป็นคนที่หลายคนรัก โดยเฉพาะคนไทยที่เรียนอยู่ที่นั่น

เจอรี่เป็นคนฝรั่งหน้าตาดี หล่อ ร่างใหญ่ แต่ไม่กร่าง ไม่อีโก้สูง แต่ก็ไม่น้อบน้อมจนเกินไป ชอบคาบไม้จิ้มฟัน ซึ่งมันคงคิดว่าเท่มั้ง (แต่ก็เท่จริง) ถ้าจำไม่ผิดเจอรี่เป็นคนที่เรียนเก่งมาก มีแฟนผมสั้นน่ารัก โหหวว ตอนนั้นรู้สึกว่าไอเจอรี่นี่มันเท่มาก คนอะไรวะหน้าตาดี นิสัยดี เรียนเก่ง แฟนสวย โว้ววว

และความนิสัยดีของเจอรี่นี่แหละที่ชวนผมมาเป็นรูมเมท ทั้ง ๆ ที่อายุเราต่างกันมาก เรียนคนละมหาวิทยาลัย แต่เจอรี่สนิทกับพี่สาวของผมและเพื่อน ๆ คนไทย พอเขาเห็นว่าผมกำลังมองหาที่พัก เจอรี่เลย offer ว่า “งั้นยูมาอยู่กับไอด้วยกันเลย”

ครั้งหนึ่งเจอรี่ชวนพวกเราคนไทยขึ้นเขาลุยหิมะ ขี่ Snowmobile ในป่า สอนให้เรารู้จักการขับ Snowmobile สอนให้รู้ว่าตรงไหนคือทางที่ควรขับ ตรงไหนคือทะเลสาปน้ำแข็งที่พวกยูคนไทยไม่ควรเข้าใกล้

ภูเขาทางเหนือของรัฐแอริโซน่าถูกปกคลุมด้วยหิมะหนา อากาศเย็น แต่พวกเราประมาณ 15คน สนุกกันมากกับการสลับกันขับ Snowmobile ที่เช่ามา 2 คัน

2 คันนี้จะขับควบคู่กันไป เผื่อว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรกับรถคันหนึ่ง อีกคันจะพอช่วยได้เป็น backup

แล้วก็อุบัติเหตุที่ไม่อยากให้เกิดนั้น ก็เกิดขึ้นจริง ๆ

ระหว่างที่ผมกำลังขับ Snowmobile ด้วยความเร็ว ลัดเลาะไปในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ บนรถผมมีพี่สาวซ้อนท้าย ส่วนอีกคันตามมาข้างหลังติด ๆ ซึ่งผมหันหลังไปเช็คเป็นระยะ

จนกระทั่ง จู่ ๆ Snowmobile อีกคันก็หายไป…

ผมบอกพี่ว่า สงสัยเราต้องวกกลับไปดูแล้วล่ะ

พี่สาวพยักหน้า

พอเรากลับไปถึงเห็น Snowmobile ชนต้นไม้คว่ำอยู่กลางป่า ผมเห็นพี่คนขับบาดเจ็บหนัก ส่วนพี่คนซ้อนท้ายบาดเจ็บที่ขา จากนั้นทุกอย่างก็วุ่นวาย สับสนไปหมด

เนื่องจากยุคนั้นโทรศัพท์มือถือไม่ใช่สิ่งที่มีกันทุกคน..​ ผมเอาจำต้องรีบขับรถของผมกลับไปหาเจอรี่ ขณะที่ให้พี่สาวผมเฝ้าดูอาการเพื่อน

แน่นอนว่าเจอรี่จัดการได้ทุกอย่างเมื่อเขาเดินทางมาถึง เจอรี่รีบจัดการพาคนเจ็บลงเขา และเรียกเจ้าหน้าที่ขึ้นมาช่วยลาก Snowmobile ที่ใช้งานไม่ได้แล้ว

แต่ปัญหาคือ พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ฟ้าเริ่มมืด

และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ต้องเดินลงจากเขาลุยหิมะความหนาเกือบถึงเข่า เหนื่อยมาาาาากกกกกก เหนื่อยแบบไม่มีวันลืม

จำได้ว่าผมรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เพราะฟ้ามืดแล้ว หนาวมากด้วย แต่เรายังเดินกันไปไม่ถึงไหน.. ความรู้สึกที่ดีที่สุดคือการได้เห็นรถกระบะขึ้นมารับพวกเราลงจากเขา

และนั่นคือ Snowmobile First Time สำหรับผม

แต่เจอรี่ไม่โกรธอะไร มีบ่นนิดหน่อย พอพวกเราขอโทษ เจอรี่บอกว่า “That’s ok, don’t worry” ขยิบตาข้างนึงแล้วเอาไม้จิ้มฟันมาคาบเหมือนเดิม..

เอาเข้าจริง ๆ เจอรี่นี่เปลี่ยนความคิดของที่มีต่อคนอเมริกันไปมากเลยทีเดียว

โชคดีของผมคือการได้พบเพื่อนดี ๆ มาตลอด นี่เจอรี่คือหนึ่งในนั้น

หลังจากที่อพาตเม้นต์หมดสัญญา เราก็แยกย้าย ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอเจอรี่คือ เจอรี่ทักมาชวนผมไปเที่ยวบ้านเค้าที่รัฐเนบราสก้า รัฐบ้าอะไรไม่รู้มีแต่ทุ่งนา.. ปิดประตูรถไม่ต้องล็อค กุญแจรถก็เสียบคาไว้ในรถอย่างนั้น แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือทะเบียนรถของเจอรี่เองที่เขียนว่า “SUMFUN”

เวลาผ่านไป ผมไม่ได้ติดต่อเจอรี่อีกเลย ได้ยินข่าวไกล ๆ ว่าเลิกกับแฟนคนผมสั้นแล้ว และถ้าได้เจอกัน.. หวังว่าเค้าจะเลิกกับไม้จิ้มฟันด้วย

Up Next:

บริษัทนี้มี 3 คน

บริษัทนี้มี 3 คน